รีวิวภาพยนตร์ THE TAKING OF PELHAM 123 ปล้นนรก รถด่วนขบวน 123

รีวิวภาพยนตร์ THE TAKING OF PELHAM 123 ปล้นนรก รถด่วนขบวน 123

The Taking of Pelham 1 2 3 (2009) ปล้นนรก รถด่วนขบวน 123 – หมื่นทิพ's Review

รีวิวภาพยนตร์  ฝรั่งแนวระทึกขวัญ เมื่อเมื่อกลุ่มโจรกรรมต้องการที่จะปล้นรถไฟ โดยการจับตัวผู้โดยสารเรียกค่าไถ่ งานนี้ วอลเตอร์ การ์เบอร์ รับบทโดย เดนเซล วอชิงตัน ผู้ควบคุมรถไฟต้องหาแนวทางทั้งการเดินรถไฟ และช่วยผู้โดยสารทั้งหมดให้ได้ โดยไม่ให้มีสูญเสีย

เรื่องกับหนังทริลเลอร์ชั้นดีอีกเรื่องหนึ่งที่เสียตอนจบเพราะง่ายไปหน่อย ทว่าการเริ่มเรื่องตลอดจนกลางเรื่องคือความสนุกที่ระทึกใจไม่ใช่น้อยเพราะแนวๆนี้เป็นของถนัดของผู้กำกับ Tony Scott อยู่แล้วในการสร้างสถานการณ์ให้ออกมาดูซีเรียสเป็นหลัก โดยตัวหนังน่าจะป็นการรีเมคจากของเก่าเมื่อปี 1974

โดย เรื่องราว เกิดขึ้นได้เนื่องมาจาก ฝูงชน ร้ายจี้ รถไฟใต้ดิน ที่ นคร นิวยอร์ก สาย เพ แล ห์ม 123 ซึ่ง มี เพียงแต่วอ ล เท อร์ การ์
เบอร์ (Denzel Washington) บุคลากร การ รถไฟ ที่ เจอ เหตุการณ์ จับกุมตัว รับรอง ที่ รู้สึกตัว ก่อน ผู้ใด เพื่อน แล้วก็ มีการ
เจรจา จากไรเดอร์ (ohn Travolta) หนี่ง ใน นั้น ได้เรียก ข้อเสนอ ค่าไถ่ ด้วย เงินสด ปริมาณ มากมายก่ายกอง ให้ จ่ายเงิน มา
ภายในช่วงเวลา 15.15 น.
มิเช่นนั้น จะ ฆ่า คน หนึ่ง ต่อนาที หนึ่ง ที่หายไป ก็ สั้นๆ กระชับ ใจความ ทั้งหมด เรื่องราว ก็ มีอยู่ แค่ เท่าที่ บอก เป็น มาจี้ และ
ก็ตามด้วยเรียก ค่าไถ่ ไม่มี อะไร มากมาย สำหรับ โครงเรื่อง แขบนี้ ที่เว้นแต่ ทั้งหมดทั้งปวง จะ ผูก คงที่ เพื่อ สร้าง แรงกดดัน และ
ใส่ความ แตกต่างกัน อะไร เลย แต่เหมือน การ ยังอยู่ กับ ที่จะ กลายเป็น ความ น ของ เรื่องนี้ ไม่ใช่ น้อย ที่ ถึงใจถึงอารมณ์ เผ็ด คุ
เรียบเรียง ได้ อย่างว่องไว จนลืม ไป เลยว่าความ เก่า ของ หนัง ยังคง สด ทาง อารมณ์ ไม่ได้ เปลี่ยนแปลง

พล็อตเรื่องจัดว่าซ้ำซากจำเจอยู่มากแต่ด้วยความที่ว่าใช้ได้ทุกสถานการณ์จึงช่วยเพิ่มความเข้มข้นของเรื่องได้ อย่างที่เห็นเป็นรถไฟสายใต้ดินที่มากผู้คนจากการโดยสารไม่ว่างเว้นแต่กลับลงมือคุมสถานการณ์ได้อยู่มัดทั้งที่มีกันแค่ 4 คนโดยหนึ่งหัวหน้า หนึ่งคิดแผน และอีกสองคุมตัวประกันเท่านั้น

เป็นการบ่งบอกถึงเตรียมแผนมาดีโดยแบ่งตัวรถไฟให้เหลือแค่ส่วนหัวในขณะที่ส่วนต่อท้ายหลังจากนั้นก็ปลดล็อคให้ไหลย้อนกลับไปที่สถานีเพื่อเลี่ยงคนเยอะที่วุ่นวายแต่คนน้อยเอาอยู่ดีกว่า อันนี้ต้องบอกว่าชอบที่บทเขียนมาได้ดีในเรื่องความรอบคอบการคิดของตัวละครที่แทบจะไม่โชว์ความงี่เง่าหรือเสียสติหลุดโลกออกมาเลย ยิ่งกับฝ่ายตัวร้ายแทนที่จะรู้สึกกดดันบ้างเพราะเป็นเป้าได้ง่ายจากตำรวจที่มารายล้อมยากต่อการหนีได้ทันทีก็กลายเป็นฝ่ายคุมเกมส์ได้อย่างแยบยลจากการใช้ตัวประกันมาขู่

เหมือนจะแค่ขู่ให้กลัวตามหนังปกติแบบลุ้นเสียวๆเอาเป็นน้ำจิ้มแค่นั้นซะเมื่อไหร่เมื่อไรเดอร์ผู้เป็นตัวร้ายหลักของเรื่องดันเป็นคนเอาจริงเอาจัง หลอกล่อก็ไม่ได้ แถมยังเป็นบุคคลที่น่ากลัวและน่าเกรงขามไปในตัวอีกต่างหาก เรื่องนี้ต้องยกฝีมือให้ John Travolta ด้วยแหละที่จัดหนักจัดซีเรียสออกมาได้ดุเดือดเข้ากับสไตล์หนังทำให้คาแรกเตอร์ตัวละครบอกมาสมจริง เข้มข้น และเท่ ดูหนัง

น่าเสียดายที่บรรดาคนร้ายทั้งสี่ดันมีแค่ตัวละครเดียวที่น่าจดจำในขณะที่อีกสามบทก็น้อยและยังขาดจุดเด่นอีกด้วย ทำให้การเล่าเรื่องยิ่งนานเท่าไหร่คนดูก็เริ่มจะมองข้ามจนปล่อยปละให้หายไปเลยก็ได้เพราะสุดท้ายแล้วจนกระทั่งหนังจบก็ไม่มีอะไรนอกจากตัวประกอบที่เพิ่มเข้ามาให้ดูมีน้ำหนักแต่ขาดมิติที่จะบอกกล่าวถึงการเข้าร่วมการจี้ตัวประกันครั้งนี้

จะมีก็ฟิล ราโมน (Luis Guzman) ที่เคยมีประวัติฆ่าคนจากเหตุรถไฟอะไรสักอย่างทำให้จำคุกไปนานจนออกมาพร้อมกับแผนดังกล่าว ฟังเหมือนคนต้นคิดแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหัวหน้าซะเมื่อไหร่เพราะแผนทั้งหมดมาจากไรเดอร์คนเดียวที่รวมยอดเบ็ดเสร็จทุกอย่างตั้งแต่การเรียกค่าไถ่ตลอดจนเรื่องหุ้นที่คงมีแต่เขาคนเดียวที่เข้าใจ จะว่าตัวหนังยังขาดสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอยู่อย่างคือเหตุผลที่ทำไปเพื่ออะไรจับตัวประกันทำไม มาๆเริ่มลงมือจัดการเข้ารถไฟดำเนินตามแผนอย่างเป็นขั้นตอนชนิดไม่รีรอเกริ่น

ตัวละครให้ฟังกันสักนิดเว้นแต่กับวอลเทอร์ที่เริ่มด้วยชีวิตครอบครัวออกไปทำงานเช่นประจำ บางทียังสงสัยเลยว่าชีวิตที่แตกต่างของทั้งสองคือสิ่งที่หนังกำลังบอกใช่ไหมว่าเราไม่เหมือนกัน อีกคนมีครอบครัวรอคอยอยู่ที่บ้านหลังหลังจากทำงานเสร็จ ในขณะที่อีกคนคือชายผู้มีเบื้องหลังในใจและกำลังทำบางอย่างให้เสร็จ