การตอกเสาเข็ม สำคัญอย่างไร มาดูกัน กับ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการลง “เสาเข็ม”

การตอกเสาเข็ม

การตอกเสาเข็ม สำคัญอย่างไร มาดูกัน กับ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการลง “เสาเข็ม”

“การตอกเสาเข็ม” เคยสงสัยไหมคะ ว่ามันคืออะไรกันแน่ มีความสำคัญอย่างไร เวลาที่จะต่อเติมบ้าน หรือ สร้างบ้าน แล้วเราควรต้องลง กี่ต้น กี่กลุ่ม หรือ ว่าจำเป็นต้องลงลึกขนาดไหน ถึงจะพอ แล้วเวลา ที่ผู้รับเหมาแนะนำ

ควรเชื่อถือ หรือไม่ ? ฉะนั้น ก่อนอื่น เราจึงต้องรู้จักก่อนว่า เสาเข็ม คืออะไร เพราะ  “บ้านที่มั่นคง ต้องมีฐานรากที่แข็งแรง”ใช่ไหมล่ะคะ !  เสาเข็ม คือ ชิ้นส่วนล่างสุด ของโครงสร้างบ้าน (โดยปกติแล้วทั่วไป มักจะเรียกรวม

กับฐานราก ว่าเป็นฐานราก แบบมีเสาเข็ม) ซึ่งนำ ไปฝังไว้อยู่ในดิน เพื่อจะได้ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนัก ของบ้านทั้งหลัง เน้นว่าเป็นการรับน้ำหนัก บ้านทั้งหลัง ฉะนั้น เสาเข็มย่อม เป็นตัวบ้านจะมั่นคงแข็งแรง หรือ จะค่อยๆ

ทรุดตัวลง ในอนาคต

 

ความสำคัญของเสาเข็ม

 

หากว่า บ้านของเรา ตั้งอยู่บนพื้นดินเฉยๆ น้ำหนักของตัวบ้าน ก็จะลงไปกดผิวดิน ให้ทรุดตัวลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามีเสาเข็ม ก็จะช่วย ทำให้เกิดแรงต้านน้ำหนัก ของบ้านเพื่อช่วยชะลอ การทรุดตัว ทั้งนี้ แรงต้านที่ว่าจะมาจาก

ชั้นดิน 2 ส่วน คือ

 

1 แรงเสียดทานของดินชั้นบน ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ลองคิดว่าเรา เอาไม้ปักลงในดิน หากปักลึกลงไป ในระดับหนึ่งแล้ว จะเริ่มมีความฝืดเกิดขึ้น ทำให้กดลง ได้ยาก สาเหตุเป็นเพราะ ถูกต้านด้วยแรงเสียดทาน ของดิน

ส่วนเสาเข็ม ก็พึ่งแรงเสียดทาน ของดินชั้นบน เป็นตัวช่วยพยุง รับน้ำหนักบ้าน ไม่ให้ทรุด หรือเอียง ได้เช่นเดียวกัน

 

2 แรงดันจากชั้นดินแข็ง หากกรณีที่ เสาเข็มยาวลึกลงไป จนถึงชั้นดินแข็ง ก็เท่ากับว่า เสาเข็มวางอยู่บนชั้นดินแข็ง ซึ่งเป็นตัวรับน้ำหนัก ทั้งหมดของบ้าน โดยตรง ทำให้โอกาส ที่จะทำให้บ้านทรุดตัวลงน้อย และ ช้ามาก

 

ความลึกของเสาเข็มที่เหมาะสม

ตามปกติแล้ว เรื่องของการลงเสาเข็ม ของบ้าน ควรลงให้ยาวลึกลงไป จนถึงชั้นดินแข็ง ซึ่งจะทำให้ ได้แรงต้านทั้ง 2 ส่วนเพื่อ ช่วยพยุงให้บ้าน เกิดความมั่นคงแข็งแรง แต่ถ้าหากว่า บ้านหลังไหนที่มีเสาเข็ม ยาวลงไปไม่ถึง

ชั้นดินแข็ง ก็หมายความว่า น้ำหนักของบ้านทั้งหลัง มีแค่เพียงแรงเสียดทาน ของดินชั้นบน รองรับเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องทำใจว่าอาจจะเกิดการทรุดตัวลง เมื่อไหร่ก็ได้ โดยเฉพาะ ยิ่งเป็นดินที่เพิ่งถมมา ไม่เกิน 1-2 ปี

หรือที่ดิน ที่เคยเป็นบ่อ หรือบึงมาก่อน แรงเสียดทานก็จะยิ่งน้อย อัตราการทรุดตัว ก็จะยิ่งเร็วตาม ส่วนจะต้องลงเสาเข็มลึกเท่าใด เพื่อให้ถึง ชั้นดินแข็งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ หากโชคดีที่ดินแข็งอยู่ตื้น ก็ไม่จำเป็นต้องลงเสา

เข็ม ลึกมาก หรือถ้ายิ่งโชคดีกว่านั้น คือ ดินชั้นบนมีความแข็งมาก จนตอก หรือเจาะเสาเข็มไม่ลง (เช่นพื้นที่ที่อยู่ติดภูเขา) ก็อาจใช้แค่ฐานราก แบบไม่ต้องมีเสาเข็ม เลยก็ได้

 

อย่างไรก็ดี หากว่าซื้อเป็นบ้านจัดสรร ซึ่งเจ้าของบ้านส่วนมาก มักจะต้องมีการต่อเติมเพิ่ม เช่น การต่อเติมห้องครัวและโรงจอดรถ นั้น คำถามที่เจ้าของบ้านมักจะสงสัย ก็คือในส่วนต่อเติม ที่ว่านี้จำเป็นต้องลงเสาเข็ม ถึงชั้น

ดินแข็งด้วยหรือ ไม่ ??  เพราะพื้นที่บริเวณนี้ เป็นส่วนที่แยกออกมาจากบ้านและไม่ได้ใช้งานหนักเสียเท่าไหร่ ซึ่งถ้าตอบตามทฤษฎีแน่นอนว่าควรลงเสาเข็มให้ถึงชั้นดินแข็งย่อมเกิดผลดีกว่าแน่นอน แต่ในทางปฎิบัติอาจจะ

ไม่สามารถทำได้เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ ทั้งการลงเสาเข็มให้ลึกถึงชั้นดินแข็ง บางครั้งต้องใช้พื้นที่เยอะหรือเครื่องมือขนาดใหญ่ แถมยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการค่อนข้างสูงอีกด้วย  ดังนั้นจึงจบลงที่การลงด้วย

เสาเข็มสั้นแทน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯส่วนใหญ่จะนิยมใช้เป็นเสาเข็มขนาดความยาวที่ไม่เกิน 3 เมตร ซึ่งชั้นดินแข็งในกรุงเทพฯทั่วไปจะอยู่ลึกประมาณ 17-23 เมตรเท่านั้น เมื่อเป็นอย่างนี้จึงควรเตรียมใจและยอมรับ

การทรุดตัวในส่วนที่ต่อเติมในอนาคตไว้ล่วงหน้าได้เลย

 

สำหรับพื้นที่ในเมืองใหญ่ๆซึ่งมีที่ดินค่อนข้างจะคับแคบนั้น การลงเสาเข็มยาวลึกอาจจะทำได้ยาก แต่ทั้งนี้ก็ยังพอมีทางออกด้วยการเลือกเสาเข็มอีกชนิดที่เรียกว่า “เสาเข็มสปัน (SPUN MICRO PILE) ผลิตจากการปั่น

คอนกรีตด้วยความเร็วสูงจึงทำให้แข็งแรงกว่าเสาเข็มโดยทั่วไป อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการในพื้นที่แคบได้ดี เนื่องจากอุปกรณ์มีขนาดที่เล็กมาก เสาเข็มสปันจะมีความยาวที่ประมาณ 1.5 เมตร แต่สามารถที่จะนำมา

ต่อกันเพื่อให้ลึกลงไปถึงชั้นดินแข็งได้ และส่วนของหน้าตัดเสาเข็มที่มีลักษณะกลวง ทำให้ดินไหลออกทางรูกลวงเวลาตอกลงไปจึงช่วยลดแรงสั่นสะเทือน แต่อย่างไรก็ตาม เสาเข็มสปันจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เจ้าของ

บ้านบางรายอาจสู้ราคาไม่ไหว สุดท้ายก็หันไปเลือกเสาเข็มสั้นมาทดแทน

 

พื้นที่จำกัด สามารถลงเสาเข็มได้ลึกแค่ไหน?

 

ส่วนใหญ่พื้นที่ต่อเติมนั้น ผู้รับเหมาหรือช่างจะแนะนำให้ใช้เข็มสั้น เพื่อความง่ายต่อการทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเกิดการทรุดตัวได้เร็ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการตอกเสาเข็มที่ลงลึกถึงชั้นดินแข็ง ถ้าหากว่าพื้นที่มีขนาด

จำกัดการใช้เข็มยาวอาจจะไม่สะดวก และยังต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางออก เพราะยังมีเสาเข็มอีกชนิดที่เรียกว่า “เสาเข็มสปัน” ซึ่งผลิตโดยการปั่นคอนกรีตด้วยความเร็วสูงจึงแข็งแรงกว่าเสาเข็มปกติ

ทั่วไป อีกทั้งยังสามารถตอกในพื้นที่แคบได้เนื่องจากอุปกรณ์ที่นำมาใช้ตอกมีขนาดเล็กมาก แถมเสาเข็มสปันมีความยาวประมาณ 1.5 เมตร เมื่อนำมาตอกจึงตอกได้ลึกถึงชั้นดินแข็งได้ ประกอบหน้าตัดเสาเข็มที่กลวง

ทำให้ดินไหลออกทางรูกลวงเวลาตอกจึงช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี ส่วนข้อเสียคือเสาเข็มสปันมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงทำให้เจ้าของบ้านไม่นิยมเลือกใช้เท่าไหร่นัก

 

ปัจจัยที่ต้องคำนึง หากเลือกใช้เป็นเสาเข็มสั้นในการต่อเติมบ้าน

  • เสาเข็มสั้นจะอาศัยแรงเสียดทานระหว่างผิวของเสาเข็มกับดินในการรับน้ำหนักอาคาร ฉะนั้นยิ่งเสาเข็มมีจำนวนมากและตอกลึกมากก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มผิวสัมผัสที่ช่วยรับน้ำหนักได้มากขึ้น (ค่าใช้จ่ายก็สูงมากขึ้นตาม)
  • ทั้งนี้เสาเข็มสั้นมีความยาวให้เลือกตั้งแต่ 1 ถึง 6 เมตร ซึ่งเสาเข็มสั้นแต่ละต้น หากจำเป็นต้องนำมาวางใกล้กัน (อาทิเช่น เสาเข็มส่วนต่อเติมที่ต้องวางใกล้จุดตำแหน่งอาคารเดิม) ตามหลักแล้วควรลงห่างกันไม่ต่ำกว่า 3
  • เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลาง เช่น ถ้าเป็นเสาเข็มหน้าตัดที่ 60 ซม. ควรวางห่างกันไม่ต่ำกว่า 180 ซม.เพราะหากวางระยะที่น้อยเกินไป แรงเสียดทานระหว่างดินในจุดนั้นอาจจะช่วยรับน้ำหนักได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก
  • ก่อนที่จะเริ่มทำการก่อสร้างควรจะต้องบดอัดดินให้แน่นมากที่สุดเพื่อช่วยชะลอการทรุดตัวแต่มีอุปสรรคสำคัญคือ ดินแต่ละพื้นที่ย่อมมีความแข็งอ่อนไม่เท่ากัน บางแห่งมีดินแข็งมากจนสามารถสร้างฐานรากมารองรับบ้าน
  • ทั้งหลังโดยไม่จำเป็นต้องมีเสาเข็ม ซึ่งสำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ ควรต้องมีเสาเข็มมารองรับถึงจะปลอดภัย และควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยเป็นบ่อหรือบึงมาก่อน
  • วัสดุที่นำมาใช้ต่อเติมควรเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบามากที่สุด เช่น ใช้โครงสร้างเบา, เคาน์เตอร์ครัวแบบเบา และต้องระวังไม่ให้เกิดการทรุดเอียง โดยการกระจายน้ำหนักออกไปให้สม่ำเสมอ ไม่จัดวางเฟอร์นิเจอร์ที่มีน้ำ
  • หนักมากๆไว้ด้านเดียวกัน
  • ในส่วนของโครงสร้างต่อเติมจำเป็นที่จะต้องแยกจากโครงสร้างเดิมโดยสิ้นเชิง เพื่อให้การทรุดตัวสามารถเป็นอิสระต่อกัน และป้องกันการดึงรั้งโครงสร้างเก่าจนทำให้เกิดการทรุดตัวในช่วงของรอยต่อพื้น ผนัง ระหว่าง
  • อาคารเดิมกับส่วนต่อเติม จึงควรใช้แผ่นโฟมกั้นและยาแนวรอยต่อด้วยซิลิโคน

เสาเข็มแบบไหนถึงเหมาะกับบ้านใหม่ ?

ถ้ากรณีที่สร้างบ้านใหม่ไม่เกิน 2 ชั้น มักจะเลือกใช้เป็นเสาเข็มคอนกรีตแบบเข็มตอก เพราะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด และเป็นแบบเสาเข็มหน้าตัดรูปตัว (I) ความยาวปานกลาง อยู่ระหว่าง 12 – 16 เมตร ซึ่งเข็มใน

ลักษณะแบบนี้ส่วนมากจะอาศัยแรงฝืดของดินเป็นตัวรองรับน้ำหนักอยู่ แต่ทว่าเป็นอาคารที่ใหญ่มากขึ้นจำเป็นต้องใช้เสาเข็มยาวขึ้น ตั้งแต่ 18 – 24 เมตร แล้วให้ทำการถ่ายน้ำหนักน้ำหนักลงสู่ชั้นดินแข็งโดยตรง เสาเข็ม

อีกประเภทหนึ่งที่ใช้กับบ้านพักอาศัย คือ เข็มเจาะ ซึ่งจะเป็นเข็มเจาะระบบเล็ก สามารถที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องมือเข้าไปในพื้นที่แคบๆ ทำการเจาะดิน หล่อเข็มโดยไม่ให้เกิดแรงสั่นสะเทือนกับโครงสร้างอาคาร/ฐานราก

ใต้ดินของเพื่อนบ้านละแวกข้างเคียง (ตามบทเทศบัญญัติในบางพื้นที่ได้กำหนดการใช้ระบบเข็มเจาะกรณีที่เป็นอาคารสร้างใหม่ห่างจากอาคารเดิม/เพื่อนบ้านน้อยกว่า 30 เมตร) เข็มที่หล่อจากระบบนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง

ได้ตั้งแต่ 30 – 80 เซนติเมตร ส่วนความยาวเจาะได้ลึกถึงระดับ 24 เมตรเลยทีเดียว

ราคาของเสาเข็ม

หากเป็นเข็มตอกจะมีราคาที่ประหยัดกว่าเข็มเจาะถึง 2 – 3 เท่า เช่น ถ้าเข็มตอกราคา 8,000 บาท/ต้น เข็มเจาะจะราคาสูงถึง 20,000 – 25,000 บาท ส่วนการรับน้ำหนักก็อยู่ในระดับเดียวกัน ดังนั้นไม่ใช่คำนึงแค่เสาเข็ม

เพียงอย่างเดียวต้องคำนึงถึงเรื่องรูปแบบฐานราก เพราะความเป็นจริงฐานรากและเสาเข็มคือชุดเดียวกัน หรือเรียกรวมกันว่า “ระบบฐานราก-เสาเข็ม” การเลือกใช้จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆทั้งส่วนที่เป็นส่วนต่อเติมและ

สภาพใต้ดิน เช่น การเลือกใช้ฐานเข็มแบบปูพรมในการต่อเติมโรงจอดรถ ข้อดีก็คือ ระบบรับน้ำหนักจะถูกกระจายออกไปเท่ากันช่วยลดความเสี่ยงที่พื้นจะแตกร้าวได้ แต่ก็มีข้อจำกัดเช่น ถ้าใต้ดินมีการเดินงานระบบขวาง

ไว้ก็ไม่สามารถทำได้ จึงควรเปลี่ยนมาเลือกใช้ฐานเข็มแบบกลุ่ม หรือการใช้เป็นแบบเทพื้นบนดิน (Slab on Ground) แทน เป็นต้น

สรุปได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านใหม่ หรือการต่อเติมบ้านเรื่องของเสาเข็มเป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่ควรละเลยมากที่สุดเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ เพราะหากตัดสินใจไม่เหมาะสมย่อมเกิดผลกระทบต่อความแข็งแรงของ

โครงสร้างบ้านในระยะยาวอย่างแน่นอนค่ะ